
ชารางจืด (Thunbergia laurifolia) คือสมุนไพร “ราชายาแก้พิษ” ชนิดชาชง มีสรรพคุณหลักในการดีท็อกซ์ ขับสารพิษตกค้างในร่างกาย แก้ร้อนใน กระหายน้ำ และลดพิษแอลกอฮอล์หรือสารเคมี นิยมชงดื่มวันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐาน (เช่น ยาชงรางจืด อภัยภูเบศร) และไม่ควรดื่มต่อเนื่องระยะยาว
สรรพคุณตามตำรายาไทยของรางจืด
- แก้ท้องร่วง
- แก้ร้อนใน กระหายน้ำ
- ใช้ปรุงเป็นยาเขียวลดไข้
- รักษาโรคหอบหืดเรื้อรัง
- แก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆ
- แก้พิษเบื่อเมา เนื่องจากเห็ดพิษ
- ถอนพิษผิดสำแดง และพิษอื่นๆ
- ช่วยถอนพิษสุราหรืออาการเมาค้าง
- รักษาโรคข้ออักเสบ และปวดบวม
- ใช้รักษาผู้ที่ได้รับสารเคมีที่มีพิษร้ายแรง เช่น สารหนู หรือยาฆ่าแมลง
นอกจากนี้ รางจืด ยังสามารถนำไปแก้พิษที่เกิดขึ้นในสัตว์ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น สุนัข หรือแมว อีกทั้งในตำรายาไทย และตำรายาพื้นบ้านยังได้อธิบายเอาไว้ว่าส่วนต่างๆ ของพืชชนิดนี้ สามารถนำไปบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นกับร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็น
- ใบ ใช้ต้มดื่มขณะอุ่นๆ หรือคั้นดื่ม หรือแปรรูปเป็นชาชงรางจืด ดื่มเพื่อเป็นการล้างพิษในร่างกาย
- ราก ให้ใช้รากที่มีอายุเกิน 1 ปี มีขนาดเท่ากับนิ้วชี้นำมาฝนกับน้ำดื่ม เพื่อเป็นการล้างพิษในร่างกาย
- ยอดอ่อน และดอก เป็นยาอายุวัฒนะ สามารถรับประทานเป็นผักเหมือนกับผักพื้นบ้านทั่วๆ ไปได้ โดยใช้วิธีการปรุงอาหาร คือ การลวก หรือการนำไปปรุงเป็นแกง เช่น ผัดยอดรางจืด ไข่เจียวดอกรางจืด แกงส้มยอดรางจืด สลัดสมุนไพรรางจืด
สรรพคุณการดูดซับพิษของรางจืด
1. ต้านพิษของสารกำจัดศัตรูพืช (ยาฆ่าหญ้า)
กลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงได้รับสารพิษเหล่านี้มากที่สุด คือ เกษตรกรที่ต้องใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืชเป็นประจำ หากได้รับพิษกลุ่มนี้เข้าไป จะทำให้เกิดอาการวิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน แน่นหน้าอก หายใจลำบาก และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
2. ช่วยลดพิษของตะกั่ว
รางจืด นับได้ว่าเป็นสมุนไพรที่เข้ากับสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมในบ้านเราเป็นอย่างมาก ยิ่งเป็นสภาพแวดล้อมในเมืองหลวงแล้ว โอกาสที่จะเกิดมลภาวะอากาศเป็นพิษก็ยิ่งเป็นไปได้สูง
4. ช่วยรักษาโรคพิษสุราเรื้อรัง
เพราะรางจืดมีฤทธิ์ในการต้านพิษแอลกอฮอล์ต่อตับได้ อีกทั้งสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วยป้องกันการตายของเซลล์ตับจากพิษของแอลกอฮอล์ได้
5. ช่วยรักษาโรคผิวหนัง
ในปัจจุบัน ได้มีการยืนยันจากรายงานการศึกษาที่ระบุว่า รางจืด มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและสามารถต้านไวรัสโรคเริมได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ได้มีการออกมาสนับสนุนให้มีการใช้รางจืดในการรักษาผดผื่นคัน เริม งูสวัด หรืออาการผิวหนังอักเสบอื่นๆ
6. มีฤทธิ์ต้านพิษจากสัตว์ที่เป็นพิษและพืชพิษ
รางจืดช่วยแก้พิษแมงดาทะเลได้ ซึ่งสารพิษที่อยู่ในแมงดาทะเล คือ เทโทรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) สารนี้จะพบในแมงดาทะเลและปลาปักเป้า มีพิษทำให้ผู้ป่วยอาจถึงตายได้ ซึ่งวความรุนแรงของอาการพิษขึ้นอยู่กับปริมาณไข่แมงดาทะเลที่ได้รับ
มีรายงานการใช้รางจืดแก้พิษกับผู้ป่วยที่กินไข่แมงดาทะเลที่มีอาการรุนแรงถึงขั้นหมดสติว่า มีการใช้น้ำสมุนไพรรางจืดทาง NG tube 40 นาที ผู้ป่วยเริ่มรู้สึกตัวและอาการดีขึ้นตามลำดับ
7. มีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ของเชื้อมะเร็ง
รางจืดมีฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง โดยมีการศึกษาฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ ซึ่งทั้งรางจืดแบบสดและแบบแห้งสามารถใช้ได้ผลเช่นกัน
อีกทั้งรางจืดยังมีสารออกฤทธิ์อาจเป็นกรดฟีนอลิก ได้แก่ caffeic acid และ apigenin และสารกลุ่มคลอโรฟิลล์ ได้แก่ chlorophyll a, chlorophyll b,pheophorbide a และ pheophytin a ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้
8. มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต
การสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดแห้งมีผลทำให้ความดันโลหิตของหนูแรตลดลง โดยกลไกการออกฤทธิ์ส่วนหนึ่งอาจผ่าน Cholinergic receptor และทำให้หลอดเลือดแดงคลายตัว และช่วยขับปัสสาวะ
9. มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
สารสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด และทำให้เบต้าเซลล์ของตับอ่อนฟื้นฟูขึ้นบ้างแม้จะไม่สมบูรณ์
วิธีการรับประทานยารางจืด
- กรณียาชง รับประทานครั้งละ 2 – 3 กรัม โดยชงกับน้ำร้อน 100-200 ซีซี วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหารหรือเมื่อมีอาการ
- นำใบรางจืดที่ไม่อ่อนหรือแก่เกินไปจำนวน 5-7 ใบ โขลกให้ละเอียดผสมกับน้ำดื่ม หรือน้ำซาวข้าว จำนวน 250 ซีซี หรือคั้นน้ำรางจืด ดื่มครั้งละ 1 แก้ว (250 ซีซี) วันละ 1 ครั้ง หรือรับประทานเมื่อมีอาการ
- นำรากที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป ขนาดรากเท่านิ้วก้อย ตัดความยาวเท่าที่มือจับ โขลกหรือฝนผสมกับน้ำสะอาด หรือน้ำซาวข้าว รับประทานครั้งละ 1 แก้ว (250 ซีซี) วันละ 1 ครั้ง หรือรับประทานเมื่อมีอาการ

สนใจติดต่อสอบถามสั่งซื้อ https://herbcenpral.com/home-2
